กฎหมายเพื่อความปลอดภัยในการเดินทางสำหรับเด็ก ตอน Car Seat

โดย จุฑาทิพย์ ศรีประดิษฐ์ (ทนายความอิสระ)

เด็กและเยาวชนนับเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุมากที่สุดเนื่องจาก เด็กและเยาวชนยังไม่มีความสามารถและการตัดสินใจอย่างเพียงพอที่จะปกป้องตนเองจากอันตรายรอบตัวได้ ดังจะเห็นได้จากผลการศึกษาของศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและการป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก (Child  Safety Promotion and Injury Prevention Research Center) เมื่อปี พ.ศ. 2551 พบอัตราการเสียชีวิตในเด็กอายุระหว่าง 1-14 ปี ประมาณ 3,000 ราย โดยเสียชีวิตจากการจมน้ำเป็นอันดับ 1 ร้อยละ 50 และการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนเป็นอันดับ 2 ร้อยละ 25 เมื่อพิจารณาความเสี่ยงจำแนกตามกลุ่มอายุพบว่า เด็กอายุ 1-9 ปี จะเสียชีวิตจากอุบัติเหตุจากการขนส่งปีละ 250-300 คน ส่วนเด็กอายุ 10-14 ปี จะเสียชีวิตมากกว่าคือปีละ 400-500 คน นอกจากการเสียชีวิตแล้วอุบัติเหตุจากการขนส่งยังทำให้เด็กได้รับความพิการ หรือบาดเจ็บต้องรับการตรวจรักษาในโรงพยาบาลปีละจำนวนมาก นับเป็นการสูญเสียทรัพยากรที่สำคัญในการพัฒนาประเทศในอนาคต โดยเฉพาะยุคสมัยที่สังคมประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแบบเต็มตัวในไม่ช้า

สาเหตุแห่งความสูญเสีย

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ประมาณการว่าในแต่ละปีเด็กทั่วโลกเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนน ประมาณ 186,300 คน หรือในทุกๆ 4 นาที จะมีเด็ก 1 คนเสียชีวิต โดยประเทศไทยพบการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนที่มีเด็กเสียชีวิต ตั้งแต่ปี 2551 – 2555 โดยเฉลี่ยอายุ ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 15 ปี พบว่า อัตราการเสียชีวิตของเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีต่อประชากร 100,000 คนนั้น อยู่ที่ร้อยละ 5.03 – 7.25 ส่วนใหญ่เกิดจากการโดยสารรถกระบะ รถโดยสารส่วนบุคคล เมื่อเกิดอุบัติเหตุที่มีการชนกันอย่างแรงทำให้เด็กหลุดจากที่นั่งกระเด็นออกมานอกรถหรือเด็กหลุดจากอ้อมกอดของผู้ปกครองไปกระแทกกับส่วนต่างๆ ในรถ ส่วนหนึ่งของสาเหตุการเสียชีวิตนั้นเกิดจากการไม่ใช้ที่นั่งพิเศษสำหรับเด็ก

ในประเทศไทยประเมินว่ามีการใช้ที่นั่งพิเศษสำหรับเด็กน้อยมาก สาเหตุมาจากการไม่ตระหนักถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับเด็กที่อยู่บนรถยนต์ และเห็นว่าหากเป็นเด็กเล็ก ผู้ปกครองจะอุ้มให้เด็กอยู่ระหว่างตรงกลางระหว่างรถกับผู้อุ้ม เมื่อเกิดแรงกระแทก มีโอกาสที่เด็กจะกระเด็นหลุดออกจากอ้อมกอดได้เพราะตัวผู้อุ้มมีเข็มขัดนิรภัยรัดไม่ให้ร่างกายกระเด็กนออกจากเบาะในขณะที่เด็กๆ มีเพียงอ้อมกอดคอยประคองไว้เพียงอย่างเดียว จะสังเกตเห็นได้ว่า เวลาที่มีข่าวการเกิดอุบัติเหตุ และมีเด็กที่อยู่บนรถ ส่วนใหญ่แล้วเด็กจะกระเด็นออกมานอกรถแล้วเสียชีวิต บางรายก็บาดเจ็บสาหัส ดังนั้น ที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็ก จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรละเลยเพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้แก่เด็ก

จากที่กล่าวมาข้างต้น แสดงให้เห็นว่า ผู้ปกครองสามารถปกป้องและลดความรุนแรงของการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุให้กับเด็กซึ่งเป็นบุคลลากรของประเทศที่จะเจริญเติบโตในวันข้างหน้า โดยคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) กล่าวว่า การใช้ที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็กในรถยนต์จะมีส่วนช่วยลดการเสียชีวิตของเด็กได้ถึงร้อยละ 70 ปัจจุบัน 96 ประเทศทั่วโลก มีกฎหมายบังคับใช้ที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็ก แต่โดยส่วนใหญ่เป็นประเภทในกลุ่มที่มีรายได้สูง ส่วนกลุ่มประเทศรายได้ต่ำและปานกลางยังให้ความสำคัญกับเรื่องนี้น้อยมาก จากการประเมินการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับที่นั่งพิเศษสำหรับเด็กของประเทศไทยโดยองค์การอนามัยโลก (WHO) พบว่า ประเทศไทยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เท่ากับศูนย์

 ทำไมต้องให้เด็กนั่งที่นั่งนิรภัย ในระหว่างนั่งรถยนต์

ความแตกต่างของโครงสร้างร่างกายระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่ ซึ่งเด็กจะยังมีการเจริญเติบโตของร่างกายไม่เต็มที่ เช่น ขนาดของศีรษะของเด็กที่มีขนาดใหญ่ประมาณร้อยละ 60 ของร่างกายจะทำให้เมื่อเกิดอุบัติเหตุกระดูกต้นคอหักง่าย มีเลือดออกในกะโหลกศีรษะและปอดง่าย รวมถึงตับและม้ามของของเด็กโดยปกติจะแล่บออกมาทำให้ตับแตกม้ามแตกได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่ ประกอบกับเมื่อเด็กใช้ผลิตภัณฑ์ในรถยนต์ที่ถูกออกแบบอุปกรณ์สำหรับผู้ใหญ่ เช่น การออกแบบเบาะที่นั่งรถยนต์ รวมถึงตำแหน่งเข็มขัดนิรภัยในรถยนต์ยังเพิ่มโอกาสให้เด็กได้รับบาดเจ็บสูงขึ้น เนื่องจากเป็นการออกแบบสำหรับผู้โดยสารที่เป็นผู้ใหญ่ การที่เด็กมีรูปร่างต่างจากผู้ใหญ่ไปนั่งผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาสำหรับผู้ใหญ่จะทำให้เกิดอันตรายได้

ดังนั้น การใช้ระบบยึดเหนี่ยวตัวเด็กบนยานพาหนะ ซึ่งประกอบไปด้วยเบาะนั่งนิรภัยสำหรับเด็ก หรือเบาะเสริม ร่วมกับการใช้เข็มขัดนิรภัย มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อชีวิตเด็ก ในต่างประเทศจึงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก จึงได้มีกฎหมายกำหนดในเรื่องนี้ชัดเจน อย่างเช่น รัฐบาลประเทศสหรัฐอเมริกาเห็นถึงความสำคัญและความจำเป็นในการใช้ที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็ก โดยเริ่มตั้งแต่ให้ความรู้ในเรื่องการใช้ที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็กกับแม่ที่มาคลอดตั้งแต่ก่อนออกจากโรงพยาบาล ก่อนกลับบ้านนางพยาบาลจะคอยให้คำแนะนำ และถามว่าพ่อแม่ว่า มี car seat ในรถหรือยัง เพราะไม่อย่างนั้นเด็กจะออกจากโรงพยาบาลไม่ได้ ซึ่งจะเห็นได้ว่าไม่เพียงแต่พ่อแม่และผู้ปกครองที่มีบทบาทสำคัญกับเรื่องนี้เท่านั้น หน่วยงานภาครัฐยังเข้ามามีบทบาทในการกระตุ้นและส่งเสริมให้พ่อแม่และผู้ปกครองใช้ที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็กตั้งแต่แรกเกิด โดยการให้ความรู้เพื่อปรับทัศนคติที่ถูกต้องว่า “การใช้ที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็กจะช่วยปกป้องชีวิตลูกน้อยได้อย่างแน่นอน”

กฎหมายเพื่อการเดินทางที่ปลอดภัยสำหรับผู้โดยสารที่เป็นเด็ก

ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะมีกฎหมายเฉพาะเพื่อคุ้มครองเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 0-18 ปี อย่างเช่นพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 เช่น มาตรา 23 กำหนดให้ผู้ปกครองต้องให้การอุปการระเลี้ยงดูอบรมสั่งสอบ…..ไม่ต่ำกว่ามาตรฐานขั้นต่ำตามกฎกระทรวง….และมิให้ตกอยู่ในภาวะอันตรายแก่ร่างกายหรือจิตใจ ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่เด็กและเยาวชนจะได้รับการปกป้องจากพ่อแม่ ผู้ปกครอง เพราะถือว่าเด็กในช่วงวัยนี้ ยังไม่สามารถดูแลตนเองได้ แต่ในกรณีของอุบัติเหตุทางถนนยังไม่มีกฎหมายใดเอื้อมไปคุ้มครองผู้โดยสารที่เป็นเด็กโดยตรง เหตุนี้จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะมีการพิจารณาถึงข้อกำหนดและข้อบังคับให้พ่อแม่ผู้ปกครองตระหนักถึงความปลอดภัยของเด็กในการเดินทางโดยรถยนต์ เพื่อไม่ให้เกิดอุบัติตุเหตุในเด็กขึ้น อีกทั้งยังพบว่า ยังมีช่องว่างของกฎหมายในการให้ความคุ้มครองเด็กและการเยียวยาเมื่อเกิดเหตุขึ้น โดยเมื่อพิจารณากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยในการเดินทาง อันได้แก่ พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 และ พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522  กลับพบว่า ความปลอดภัยที่เกี่ยวข้องกับผู้โดยสารที่เป็นเด็กซึ่งเป็นกลุ่มผู้ใช้รถใช้ถนนที่มีความเปราะบางมากที่สุดกลับถูกละเลยและไม่ได้ถูกคำนึงถึง แม้ว่าจะมีการวิจัยหลายฉบับที่กล่าวถึง การใช้อุปกรณ์ที่เพิ่มความปลอดภัยในเด็กโดยให้ความเห็นตรงกันว่ามีอุปกรณ์ที่สามารถช่วยชีวิตเด็กได้ถึง 70% ก็ตาม แต่ก็ยังไม่มีกฎหมายใดออกมากำหนดข้อบังคับถึงการใช้อุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยสำหรับเด็กในขณะการเดินทางโดยรถยนต์ โดยเห็นได้จาก พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา123 วรรคสอง ที่กำหนดเพียง ”ให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารด้านข้างคนขับต้องรัดร่างกายด้วยเข็มขัดนิรภัย” แต่ไม่ได้มีข้อกำหนดให้พ่อแม่ผู้ปกครอง ต้องปฎิบัติต่อเด็กอย่างไรในขณะที่เด็กเป็นผู้โดยสารในรถยนต์ และไม่มีข้อกำหนดและบังคับถึงการติดตั้งอุปกรณ์ที่เหมาะสำหรับเด็กที่ปลอดภัย

สำหรับกฎหมายเพื่อการคุ้มครองการเดินทางของเด็ก ทั้งประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ แคนาดา ได้มีคำแนะนำและกฎหมายบังคับใช้ที่นั่งพิเศษสำหรับเด็กเพื่อความปลอดภัยมาเป็นเวลาหลายสิบปี โดยกำหนดมาตรฐานข้อตกลง UN-ECE Regulation 44/04 และของสหภาพยุโรป Directive 77/541/EEC เพื่อให้แต่ละประเทศสมาชิกออกกฎหมายที่กำหนดมาตรฐานการใช้แบบของที่นั่งพิเศษสำหรับเด็ก หรือ Car seat

นอกจากนี้ สหภาพยุโรป ได้ออกกฎหมาย Directive 2003/20/EC แห่งรัฐสภายุโรป และสภาได้มีมติให้ใช้ระบบยึดเหนี่ยวเด็กในยานพาหนะเด็กที่สูงน้อยกว่า 150 เซนติเมตรจะต้องใช้ระบบยึดเหนี่ยวเพื่อความปลอดภัย ที่ประกอบไปด้วยที่นั่งพิเศษสำหรับเด็ก และเข็มขัดยึดเหนี่ยวเด็กให้ติดกับที่นั่ง รวมทั้งเข็มขัดที่จะยึดให้นั่งให้ติดกับเบาะรถ โดยที่ระบบดังกล่าวต้องติดไว้เบาะหน้า หรือที่นั่งของรถในแถวอื่นๆ และห้ามมิให้ใช้เบาะนั่งนิรภัยสำหรับเด็กรวมกับถุงลมนิรภัยที่อยู่ด้านหน้า

ข้อเสนอแนะ

  1. ภาครัฐ ต้องแก้ไขกฎหมายจราจร เช่น แก้ไขเพิ่มเติม โดยพระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2538 “ผู้ขับขี่ต้องรัดร่างกายด้วยเข็มขัดนิรภัยไว้กับที่นั่งในขณะขับขี่รถยนต์ และต้องจัดให้คนโดยสารรถยนต์ ซึ่งนั่งตอนท้ายแถวเดียวกับที่นั่งผู้ขับรถยนต์รัดร่างกายไว้กับที่นั่งด้วยเข็มขัดนิรภัยขณะโดยสารรถยนต์ และคนโดยสารรถยนต์ดังกล่าวต้องรัดร่างกายด้วยเข็มขัดนิรภัยไว้กับที่นั่งในขณะโดยสารรถยนต์ด้วย” ให้บรรจุเพิ่มในพระราชบัญญัติจราจรเพื่อใช้บังคับ ถึงอุปกรณ์เสริมสำหรับเด็กที่ไม่สามารถใช้เข็มขัดนิรภัย แบบผู้ใหญ่ได้ ให้บังคับใช้อุปกรณ์เสริมสำหรับเด็กในแต่ละช่วงวัยของเด็ก จนกว่าร่างกายของเด็กจะโตพอที่จะใช้เข็มขัดนิรภัยอย่างผู้ใหญ่ได้ และให้รวมถึงกำหนดนโยบายถึงรถสาธารณะทุกชนิดด้วย
  2. ภาครัฐควรส่งเสริมให้พ่อแม่และผู้ปกครองตะหนักถึงความปลอดภัยในการใช้ที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็กว่ามีความปลอดภัยเพียงใด หากพ่อแม่ผู้ปกครองมีความจำเป็นที่จะต้องพาเด็กนั่งรถยนต์
  3. ให้ภาครัฐมีมาตรการลดภาษีนำเข้าอุปกรณ์ความปลอดภัยในรถยนต์ เพราะปัจจุบันยังอยู่ที่ 25-30% ทำให้ราคาสูงมาก ประชาชนเข้าไม่ถึง อยากให้มองว่าสินค้านำเข้าไม่ใช่สินค้าฟุ่มเฟือยแต่เป็นสินค้าบริโภคที่จำเป็น
  4. ควรจัดให้มีหน่วยงานที่ให้ความรู้กับผู้ปกครองถึงความสำคัญของที่นั่งนิรภัย และส่งเสริมความตระหนักให้กับประชาชนเพื่อให้เห็นความสำคัญของการใช้อุปกรณ์ด้วย ไม่ว่าจะเป็น หน่วยงานทางการศึกษา โรงพยาบาล โรงเรียน ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก
  5. ส่งเสริมให้ผู้ผลิตทำการตลาดเพื่อสังคม (CSR) โดยให้ผู้ประกอบผลิตรถยนต์จัดรณรงค์ให้ความรู้ประชาชน และผู้ที่จะซื้อรถเรื่องความปลอดภัยของเด็กในรถยนต์ และต้องมีอุปกรณ์สำหรับความปลอดภัยอย่างครบถ้วน ไม่ตัดออกเพื่อประหยัดต้นทุน เพื่อเพิ่มกำไร

บทสรุป

การเสียชีวิตของเด็กจากอุบัติเหตุทางถนนเป็นนับเป็นปัญหาระดับชาติที่ต้องเร่งแก้ไข เนื่องจาก เด็กถือเป็นกลุ่มประชากรที่จะเจริญเติบโตเป็นกำลังสำคัญของชาติ การผลักดันข้อเสนอสู่นโยบายระดับชาติในครั้งนี้ เป็นประเด็นที่แสดงถึงความจริงใจต่อการพัฒนาแนวทางแก้ไขปัญหาของหน่วยงานที่ เกี่ยวข้องในประเทศไทย เสมือนในหลายๆ ประเทศทั่วโลกที่ได้ขับเคลื่อนเรื่องนี้กันไปแล้ว นั่นก็เพื่อป้องกันและลดความสูญเสียในอนาคต

เอกสารอ้างอิง

รายงานสถานการณ์โลกด้านความปลอดภัยทางถนน องค์การอนามัยโลก พ.ศ. 2558

พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522

พระราชบัญญัติขนส่งทางบก พ.ศ. 2522

พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546

สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณะสุข และกรมการปกครองกระทรวงมหาดไทย

ผศ.นพ. อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์, โครงการการจัดการความรู้จากชุดโครงการวิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและ ป้องกันการบาดเจ็บในเด็กสู่นโยบายสาธารณะ, ศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก, 2004

ผลจากการศึกษาของศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและการป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก  (Child  Safety Promotion and Injury Prevention Research Center)

Guideline for Injury Prevention in Well Child Care, ศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก, ภาควิชากุมารเวชศาสตร์, คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี, 2005

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ทัชชกร มหาแถลง คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม : หนังสือพิมพ์ thairath

http://blog.mom2kids.com -car-seats/ howstuffw

Traffic Safety Facts 2008 Data, NHTSAs National Center for Statistics and Analysis, National Highway Traffic Safety Administration (NHTSA), 2008
ระบบยึดเหนี่ยวเด็กในรถ (Child Restraint System), ศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก, ภาควิชากุมารเวชศาสตร์, คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *