การกำหนดความเร็วบนท้องถนนของประเทศสวีเดน

ดร.ปณิธิศร์ เอื้อสุดกิจ
วิศวกรโยธาชำนาญการพิเศษ รักษาการผู้อำนวยการกลุ่มมาตรฐานอำนวยความปลอดภัย
สำนักอำนวยความปลอดภัย กรมทางหลวง
สมาชิกโครงการ LDP

เนื่องจากผมได้มีโอกาสไปเข้ารับการอบรมหลักสูตร Vision Zero ที่ประเทศสวีเดน ก็เลยอยากจะมาแชร์ประสบการณ์หรือความรู้บางส่วนที่ได้รับจากการอบรม เผื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ทำงานด้านความปลอดภัยทางถนนนะครับ อย่างที่หลายๆ คนทราบกันแล้ว ประเทศสวีเดนเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในเรื่องความปลอดภัยทางถนนด้วยนโยบาย Vision Zero ความหมายของคำนี้หมายถึงการมุ่งเป้าเพื่อให้คนตายหรือบาดเจ็บสาหัสจากอุบัติเหตุทางถนนเป็นศูนย์นะครับ ไม่ได้หมายถึงการทำให้อุบัติเหตุทางถนนเป็นศูนย์ นโยบายนี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านความปลอดภัยทางถนนหลายๆ เรื่องในสวีเดน การกำหนดความเร็วบนท้องถนนก็เป็นหนึ่งนั้นเช่นกัน

ในอดีตประเทศสวีเดนเคยใช้วิธีการกำหนดความเร็วไว้ไม่ให้เกิน 85 percentile ของความเร็วบนถนน คำๆ นี้อาจเข้าใจยาก พูดง่ายๆ ภาษาชาวบ้านคือถ้ากำหนดความเร็วแบบนี้ จากจำนวนรถ 100 คัน มีรถ 85 คันที่จะวิ่งไม่เกินความเร็วที่กำหนดไว้ มีเพียงแค่ 15 คันเท่านั้นที่จะวิ่งเกินและเสี่ยงต่อการโดนโปลิสจัดการได้ วิธีการนี้เป็นวิธีการที่ผ่านการวิจัยมาเมื่อนานมาแล้ว ผลการวิจัยดังกล่าวบอกว่าการกำหนดความเร็วด้วยวิธีดังกล่าวอุบัติเหตุจะเกิดน้อยที่สุด ถ้าใช้ความเร็วที่มากหรือน้อยกว่านี้ อุบัติเหตุจะเยอะขึ้น (แต่อย่าลืมนะครับว่าเป้าหมายของที่หมายสวีเดนไม่ใช่การลดจำนวนอุบัติเหตุ แต่เป็นการลดจำนวนคนตายและบาดเจ็บสาหัส) สำหรับในกรณีของประเทศสวีเดน ผู้เชี่ยวชาญที่นั่นบอกว่าที่เคยใช้วิธีนี้ในอดีตเพราะว่ามันง่ายในการลดจำนวนผู้ขับขี่ที่ขับเร็ว พูดง่ายๆ ก็คือกวาดพวก 15 คันจาก 100 คันที่เร็วเกินเหตุทิ้งไป

แต่ในปัจจุบันประเทศสวีเดนได้เปลี่ยนแนวคิดมาใช้วิธีการกำหนดความเร็วจากปัจจัยหลัก 3 อย่าง ได้แก่ ถนน รถ และคน ซึ่งก็ตรงกับ 3 สาเหตุของอุบัติเหตุทางถนนอย่างที่หลายๆ ท่านทราบกันอยู่แล้ว ขอไล่ไปทีละตัวนะครับ

อันดับแรก คือ ถนน ประเทศสวีเดนเขาจะดูว่าถนนที่ใช้เหมาะกับความเร็วขนาดไหน เช่น กายภาพของถนนดังกล่าวได้รับการออกแบบไว้รองรับความเร็วแค่ไหน ถนนอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์พอที่จะรองรับความเร็วที่ออกแบบมาไหม อุปกรณ์ความปลอดภัยอื่นๆ ที่ติดตั้งบนถนน (เช่นราวกันอันตราย หรือกำแพงคอนกรีต) รองรับความเร็วได้ขนาดไหน เป็นต้น

อันดับที่สอง คือ รถ ประเทศสวีเดนใช้ผลการวิจัยจากแวดวงอุตสาหกรรมรถยนต์มาพิจารณาว่าถ้าใช้รถที่ทันสมัยในยุคปัจจุบัน ความเร็วระดับไหนที่ชนแล้วจะไม่ตายหรือไม่บาดเจ็บสาหัส (ซึ่งจะตรงกับเป้าหมายของเขา) ตัวอย่างเช่น สำหรับการชนประสานงา ถ้าใช้ความเร็ว 80 กม./ชม. คนขับก็จะยังมีสิทธิ์รอด ในกรณีการชนคนเดินเท้า ถ้าใช้ความเร็ว 40 กม./ชม. คนเดินก็อาจจะไม่ตาย เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการพิจารณาด้วยว่ารถที่ใช้เป็นรถที่ได้มาตรฐานความปลอดภัยไหม ถ้ารถที่วิ่งกันบนถนนเป็นรถที่มาตรฐานความปลอดภัยต่ำ ก็อาจจะกำหนดความเร็วได้ไม่สูงมาก ซึ่งในเรื่องนี้สามารถใช้มาตรการทางกฎหมายมาช่วยควบคุมได้ เช่น การใช้ข้อบังคับทางกฎหมายให้รถที่วิ่งต้องผ่านมาตรฐาน NCAP (New Car Assessment Program) ระดับ 5 ดาว หรือต้องมีอุปกรณ์เสริมต่างๆ เพื่อความปลอดภัย เป็นต้น

อันดับสาม คือ คน ถ้าจะให้ปลอดภัย พฤติกรรมของคนก็ต้องเอื้อต่อความปลอดภัยด้วย เช่น คาดเข็มขัดนิรภัยเวลาขับรถ ขับรถไม่เร็วเกินไป ไม่ขับรถในขณะมึนเมา เป็นต้น แต่เราก็คงจะไปบอกทุกคนให้ทำตามนี้ไม่ได้ แต่ทางการสามารถใช้มาตรการอื่นๆ ประกอบได้ เช่น การออกกฎหมายให้รถทุกคันต้องมีระบบเตือนให้คาดเข็มขัดนิรภัย มีการใช้กล้องตรวจจับความเร็ว การออกกฎหมายให้รถ (บางประเภท) ติดอุปกรณ์วัดแอลกอฮอล์ประจำรถ (ถ้าเป่าแล้วไม่ผ่าน รถก็จะใช้ไม่ได้) เป็นต้น ถ้าเรายังไม่สามารถคุมพฤติกรรมของคนได้ดีพอ ก็อาจจะไม่เหมาะกับการใช้ความเร็วที่สูง

ขอยกตัวอย่างการใช้หลักการนี้ในประเทศสวีเดนสักสองกรณีนะครับ สำหรับถนนในย่านที่อยู่อาศัย สภาพแวดล้อมลักษณะนี้จะมีคนเดินสัญจรมาก ดังนั้นสวีเดนจึงกำหนดให้รถวิ่งได้ไม่เกิน 40 กม./ชม. ซึ่งเป็นความเร็วที่ชนแล้ว คนเดินมีโอกาสรอด ตามที่ได้กล่าวไว้ข้างบน นอกจากนี้ถนนในย่านแบบนี้จะเป็นถนนที่เล็ก ไม่สามารถใช้ความเร็วสูงได้

สำหรับในกรณีของถนนนอกเมือง ประเทศสวีเดนเคยมีถนน 4 เลน (วิ่งไปกลับทิศทางละ 2 เลน) ที่อยู่นอกเมืองหลายเส้น ถนนเหล่านี้ไม่มีอุปกรณ์มากั้นระหว่างสองทิศทางที่วิ่งสวนกัน และให้วิ่งที่ 90 กม./ชม. ในอดีตถนนลักษณะนี้มีอุบัติเหตุที่มีคนเสียชีวิตมาก เนื่องจากเกิดการชนในลักษณะประสานงาบ่อยครั้ง เพราะไม่มีอะไรมากั้นระหว่างสองทิศทางที่สวนกัน การแก้ปัญหาสามารถทำได้สองวิธี วิธีแรกคือการติดกล้องตรวจจับความเร็ว เพื่อบังคับไม่ให้รถวิ่งเกิน 80 กม./ชม. (จากที่ได้กล่าวไปข้างบน ถ้าวิ่งที่ 80 กม./ชม. ก็อาจจะมีโอกาสรอดจากอุบัติเหตุประสานงา) หรือวิธีที่สองคือการใส่ราวกันอันตรายกั้นระหว่างสองทิศทางซะ แล้วเพิ่มความเร็วเป็น 100 กม./ชม. (เนื่องจากความเสี่ยงการชนประสานงาถูกกำจัดออกไปแล้ว ด้วยการมีอุปกรณ์กั้นระหว่างสองทิศทางที่สวนกัน จึงเพิ่มความเร็วได้) ซึ่งทางการของประเทศสวีเดนเลือกวิธีที่สอง โดยเริ่มทำในปี 1998 หลังจากแก้ไขแล้ว ผู้เชี่ยวชาญบอกว่าบางแห่งมีอุบัติเหตุเยอะขึ้น แต่ความรุนแรงเบาลง (ย้ำอีกทีนะครับ เขาเน้นการลดความรุนแรงไม่ให้เจ็บหนักหรือตาย ไม่ได้เน้นการลดอุบัติเหตุ) โดยรวมแล้วจำนวนคนตายและบาดเจ็บสาหัสลดลงไป 63% เมื่อมาทำการศึกษาข้อมูลในปี 2009 นอกจากนี้ผลที่ได้อีกอย่างคือการขนส่งเป็นไปด้วยความรวดเร็วขึ้น เนื่องจากเพิ่มความเร็วจาก 80 เป็น 100 กม./ชม

โดยส่วนตัวผมเห็นว่าหลักการกำหนดความเร็วของประเทศสวีเดนมีความเป็นเหตุผล พุ่งเป้าชัดเจนว่าต้องการลดคนตายและเจ็บหนัก และอาจจะนำมาปรับใช้กับประเทศไทยได้ ซึ่งในการเสนอความเห็นจากกรมทางหลวงสำหรับประกอบการปรับกฎหมายความเร็ว ผมก็จะนำแนวทางนี้มาปรับใช้เพื่อประกอบการเสนอด้วย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *